[rank_math_breadcrumb]

ปวดหัวข้างเดียว อาการที่ไม่ควรมองข้าม

ปวดหัวข้างเดียว
สารบัญ

อาการปวดหัวข้างเดียวเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ซึ่งบางครั้งอาจเป็นเพียงอาการชั่วคราวที่หายได้เองหรือด้วยการรักษาเบื้องต้น แต่ในบางกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีลักษณะคล้าย ไมเกรน หรือมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ก็อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่อันตรายและต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน ความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน

ปวดหัวข้างเดียว

ปวดหัวข้างเดียวเกิดจากอะไร

อาการปวดหัวข้างเดียวเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยและมีสาเหตุได้หลากหลาย ตั้งแต่ภาวะที่ไม่อันตรายไปจนถึงโรคร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน สาเหตุหลักของอาการปวดหัวข้างเดียวมีได้ดังนี้

ไมเกรน (Migraine) 

เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวดหัวข้างเดียว ผู้ป่วยมักมีอาการปวดตุบๆ หรือปวดแบบบีบรัด อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ไวต่อแสงและเสียงร่วมด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่มีความเครียดสูงและพักผ่อนไม่เพียงพอ

อาการจากจุดกดเจ็บ (Trigger Points)

อาการจาก Trigger Points นี้ มักเกิดในคนที่มีกล้ามเนื้อตึงตัวบริเวณคอ บ่าและไหล่ ทำให้เกิดจุดเจ็บปวดที่กล้ามเนื้อซึ่งสามารถส่งอาการปวดร้าว (Referred Pain) ไปยังบริเวณศีรษะหรือบริเวณที่ปวดหัวข้างเดียวได้

ความเครียด 

เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายมักจะตอบสนองโดยการเกร็งกล้ามเนื้อโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณ คอ บ่า ไหล่ และหนังศีรษะ ความตึงเครียดเรื้อรังในกล้ามเนื้อเหล่านี้สามารถนำไปสู่การก่อตัวของ จุดกดเจ็บ (Trigger Points) และส่งอาการร้าวไปยังบริเวณศีรษะได้

สาเหตุอื่นๆ 

ปวดหัวข้างเดียวยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยกัน เช่น หลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) หรือการฉีกขาดของหลอดเลือด (Dissection), ความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร (TMJ) ที่ทำให้เกิดการกัดฟันโดยไม่รู้ตัว, โพรงจมูกอักเสบหรือไซนัส (Sinusitis) และความผิดปกติของสายตา เป็นต้น แม้บางสาเหตุจะพบไม่บ่อย แต่อาจเป็นสาเหตุที่ร้ายแรงของอาการปวดหัวรุนแรงข้างเดียวได้

อาการปวดหัวข้างเดียวที่เป็นอันตรายและควรพบแพทย์

อาการปวดหัวข้างเดียวในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะที่อันตรายถึงชีวิต ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยอาการที่ควรระวังและรีบพบแพทย์ทันที มีดังนี้

  1. ปวดหัวรุนแรงทันที อาการปวดถึงจุดสูงสุดภายในไม่กี่วินาที อาจบ่งชี้ถึงเส้นเลือดในสมองแตก ต้องรีบพบแพทย์ทันที
  2. ปวดร่วมกับอาการทางระบบประสาท แขนขาอ่อนแรง ชา พูดไม่ชัด การมองเห็นผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง
  3. ปวดหัวร่วมกับไข้สูงและคอแข็ง อาจเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งต้องได้รับการรักษาด่วน
  4. ปวดรุนแรงขึ้นเมื่อไอหรือก้ม อาจบ่งชี้ถึงความดันในกะโหลกศีรษะสูงผิดปกติ
  5. ปวดที่ปลุกให้ตื่นจากการนอน โดยเฉพาะช่วงกลางดึกหรือเช้าตรู่ อาจเกี่ยวกับเนื้องอกในสมอง
  6. ปวดหลังได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ อาจมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองหรือกะโหลกร้าว
  7. ปวดร่วมกับตาแดง ม่านตาขยาย อาจเป็นต้อหินเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางจักษุ
  8. ปวดในผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรได้รับการประเมินเร่งด่วน เสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบประสาท
  9. ปวดในผู้อายุมากกว่า 50 ปี ที่ไม่เคยปวดมาก่อน อาจเป็นหลอดเลือดอักเสบขมับ เสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็นได้

อาการปวดหัวข้างเดียวในผู้สูงอายุ

วิธีรักษาปวดหัวข้างเดียวอย่างถูกวิธี

การรักษาอาการปวดหัวข้างเดียวมีหลากหลายวิธี ทั้งการรักษาด้วยยาและวิธีการที่ไม่ต้องใช้ยา โดยแนวทางการรักษาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและประเภทของอาการปวด รวมถึงความรุนแรงและความถี่ของอาการที่เกิดขึ้น ซึ่งควรได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับการรักษาเสมอ

วิธีรักษาปวดหัวข้างเดียวโดยการใช้ยา

การรักษาด้วยยาขึ้นอยู่กับประเภทของอาการปวดหัว โดยยาที่ใช้ทั่วไปสำหรับอาการปวดที่ไม่รุนแรง ได้แก่ ยาแก้ปวดพื้นฐานอย่างพาราเซตามอลหรือยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ในกรณีของไมเกรน แพทย์อาจสั่งยาเฉพาะกลุ่มทริปแทน (Triptans) ที่ออกฤทธิ์โดยตรงต่อหลอดเลือดในสมอง ส่วนผู้ที่มีอาการปวดบ่อยหรือรุนแรง อาจได้รับยาป้องกัน เช่น ยากลุ่มเบต้าบล็อกเกอร์ ยากันชัก หรือยาต้านซึมเศร้าบางชนิด ทั้งนี้ การใช้ยาควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เท่านั้น

วิธีรักษาปวดหัวข้างเดียวโดยไม่ใช้ยา

การรักษาอาการปวดหัวข้างเดียวโดยไม่ใช้ยานับเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากการใช้ยา หรือต้องการรักษาที่ต้นเหตุมากกว่าเพียงบรรเทาอาการ วิธีการเหล่านี้ครอบคลุมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ และการบำบัดรักษาด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟู

  1. การปักเข็มแผนตะวันตก (Dry Needling) ช่วยคลายจุดกดเจ็บ (Trigger Point) ในกล้ามเนื้อคอ บ่า และไหล่ ซึ่งอาจส่งอาการปวดร้าวไปที่ศีรษะ นอกจากนี้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต ลดความตึงเครียดได้
  2. การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Peripheral Magnetic Stimulation) ช่วยลดอาการปวดหัวข้างเดียวได้โดยการปรับการทำงานของระบบประสาทส่วนปลายบริเวณศีรษะและคอผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  3. การรักษาด้วยแสงเลเซอร์พลังงานสูง (High Power Laser) ช่วยการลดการอักเสบและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในบริเวณที่ปวด ซึ่งอาจลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อและเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดได้
  4. การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shock Wave Therapy) แบบ Focused Shockwave Therapy ซึ่งจะส่งคลื่นกระแทกไปยังบริเวณที่เป็นต้นตออาการปวดหัวข้างเดียว เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและลดการอักเสบได้อย่างแม่นยำ
  5. การทำ hydrodissection เป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาเมื่อสาเหตุของอาการปวดหัวข้างเดียวมีความเกี่ยวข้องกับการกดทับเส้นประสาทหรือการยึดติดของเนื้อเยื่อและพังผืดในบริเวณคอหรือศีรษะ โดยแพทย์จะฉีดสารละลายเช่นน้ำเกลือเข้าไประหว่างเส้นประสาทกับเนื้อเยื่อที่กดทับ เพื่อคลายการยึดรั้งของพังผืด ลดการกดทับของเส้นประสาท
  6. การปรับท่าทางและการยศาสตร์ การปรับท่านั่งทำงาน ตำแหน่งคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์สำนักงานให้เหมาะสม ช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อคอและบ่าได้
  7. การจัดการความเครียด เช่น การหายใจลึกๆ การทำสมาธิ  การพักผ่อนที่เพียงพอ การเล่นโยคะแก้ปวดหัว ก็สามารถช่วยลดความเครียดซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของอาการปวดหัวข้างเดียวได้

สรุป

อาการปวดหัวข้างเดียว เป็นอีกหนึ่งอาการที่พบบ่อยในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่มักมีอาการออฟฟิศซินโดรมร่วมด้วย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การป้องกัน และการรักษาได้อย่างตรงจุด จะช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหัวข้างเดียวสามารถปรึกษาคุณหมอและรับการรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง ที่ PYONG Rehabilitation Clinic เปียง รีแฮบบิลิเทชัน คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรม สาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู พร้อมดูแลทุกอาการปวด ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ตั้งแต่วันนี้

📞  ติดต่อสอบถามหรือจองคิวนัดหมาย: 097-468-7990

💬  Line Official: @pyongrehab

ทีมแพทย์จาก PYONG REHABILITATION

นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์

อาจารย์นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์ (แพทย์เปียง หรือหมอเปียง) เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation Medicine) ผู้มีความสนใจในการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว อาการปวด การบาดเจ็บจากกีฬา และความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์  คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูประจำ ณ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร

ความรู้สุขภาพ
Lannalynn Thipkwan

ท่าแนะนำสำหรับนั่งในรถ

การใช้เวลาบนรถนานๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างจากการนั่งทำงาน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและอาการปวดเมื่อยได้ด้วยการ “ปรับ 5 จุดสำคัญ” ทั้งระยะห่างเบาะ ความเอียงพนักพิง (100-110 องศา) ความสูงหมอนรองศีรษะ ระดับเบาะนั่ง และองศาพวงมาลัยให้สัมพันธ์กันเพื่อลดการเกร็งกล้ามเนื้อ ที่สำคัญต้องควบคู่ไปกับการปรับกระจกมองข้างให้ทัศนวิสัยชัดเจน และควรจอดพักเพื่อยืดเส้นยืดสายเป็นระยะเพื่อถนอมร่างกายให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง

อ่านต่อ »

Discover more from PYONG Rehabilitation Clinic & Penthouse

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading

WhatsApp

Messenger

Line

Call

Email

Map

รับคำปรึกษา หรือ นัดพบแพทย์

ยินดีดูแลให้คำปรึกษาทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น.

 L Floor, Gaysorn Village

รักษาอาการปวดด้วยเทคนิค
เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู

จันทร์ – ศุกร์ 16.30 – 20.00 น.

เสาร์ – อาทิตย์ 10.00 – 20.00 น.

11th Floor, Gaysorn Tower

ฟื้นฟูผู้ป่วยและผู้สูงอายุโรคระบบประสาทและสมอง

ทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Pain Management
Advanced Injection
Screening

Muscles and Sport

Brain Stimulation

Robotics and Motion