[rank_math_breadcrumb]

TMS คืออะไร? นวัตกรรมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ในการรักษาและฟื้นฟูระบบสมอง

ทำความรู้จัก TMS เครื่องกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รักษาซึมเศร้า OCD ไมเกรน ปลอดภัย ผลข้างเคียงน้อย เหมาะกับคนทำงาน
รู้จัก TMS
สารบัญ

ในยุคปัจจุบันที่ปัญหาสุขภาพจิตและระบบประสาทเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดจากออฟฟิซซินโดรม การค้นหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพและมีผลข้างเคียงน้อยจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เครื่องกระตุ้นสมอง TMS หรือ Transcranial Magnetic Stimulation จึงกลายเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่น่าสนใจอย่างมาก สำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกการรักษาแบบเวชศาสตร์ฟื้นฟูในการรักษาโรคทางระบบประสาทและปัญหาสุขภาพจิต 

 
รู้จัก TMS
 

ทำความรู้จัก TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) คืออะไร?

เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ได้นำเสนอวิธีการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้ได้รับความสนใจจากทั้งแพทย์และผู้ป่วยทั่วโลก เนื่องจากความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

TMS คือการรักษาแบบใด

TMS คือ การรักษาที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความแรงสูงเพื่อกระตุ้นเซลล์ประสาทในสมองบริเวณเฉพาะ การรักษานี้ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเสียบเข็ม และไม่ต้องใช้ยาชา ผู้ป่วยจะนั่งในท่าสบายขณะที่แพทย์ใช้หัวคอยล์แม่เหล็กวางบนศีรษะเพื่อส่งสัญญาณแม่เหล็กเข้าไปในสมอง กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีต่อครั้ง และผู้ป่วยสามารถกลับไปทำกิจกรรมปกติได้ทันทีหลังการรักษา

หลักการทำงานของเครื่องกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS)

เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS ทำงานโดยอาศัยหลักการของ Electromagnetic Induction หรือการเหนี่ยวนำทางแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อคลื่นแม่เหล็กผ่านเข้าไปในสมอง จะเกิดกระแสไฟฟ้าขนาดเล็กที่สามารถกระตุ้นเซลล์ประสาท กระบวนการนี้ช่วยปรับสมดุลการทำงานของสมองในบริเวณที่มีปัญหา โดยสามารถเพิ่มหรือลดกิจกรรมของเซลล์ประสาทได้ตามต้องการ นอกจากนี้ กระตุ้นคลื่นแม่เหล็ก TMS ยังช่วยส่งเสริมการสร้างเส้นทางประสาทใหม่ (Neuroplasticity) ทำให้สมองสามารถฟื้นฟูและปรับตัวได้ดีขึ้น

ความแตกต่างระหว่าง TMS และ PMS (Peripheral Magnetic Stimulation)

หลายคนอาจสงสัยเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง TMS และ PMS เนื่องจากทั้งสองเทคโนโลยีล้วนใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการรักษา แต่มีความแตกต่างที่สำคัญในหลายด้าน การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยเลือกการรักษาที่เหมาะสมกับอาการของตนเองได้มากขึ้น

จุดประสงค์และเป้าหมายการรักษา

TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) มุ่งเน้นการกระตุ้นเซลล์ประสาทในสมอง โดยเฉพาะบริเวณ prefrontal cortex เพื่อรักษาปัญหาทางจิตเวชและระบบประสาทส่วนกลาง ในขณะที่ PMS (Peripheral Magnetic Stimulation) เป็นการกระตุ้นระบบประสาทส่วนปลายและกล้ามเนื้อเพื่อรักษาอาการปวดและปัญหาการเคลื่อนไหว

TMS ช่วยรักษาโรคและอาการอะไรได้บ้าง

TMS ช่วยรักษาโรคและอาการอะไรได้บ้าง?

การใช้เทคโนโลยี TMS ในการรักษาได้รับการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวาง และพบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคหลายประเภท โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทและสมอง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาสุขภาพจิตไปจนถึงอาการปวดเรื้อรัง การจำแนกกลุ่มโรคที่สามารถรักษาได้จะช่วยให้เข้าใจขอบเขตการใช้งานของเทคโนโลยีนี้มากขึ้น

กลุ่มโรคทางระบบประสาทและสมอง

ระบบประสาทเป็นส่วนสำคัญที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้น จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก เครื่องกระตุ้นสมอง TMS จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาท

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อัมพฤกษ์ อัมพาต – ผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองมักจะมีปัญหาการเคลื่อนไหว การพูด หรือการคิดจำ TMS ช่วยกระตุ้นบริเวณสมองที่ได้รับความเสียหายให้ทำงานได้ดีขึ้น และส่งเสริมการสร้างเส้นทางประสาทใหม่เพื่อทดแทนส่วนที่เสียหาย

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s Disease) – การใช้ TMS ช่วยปรับปรุงอาการสั่น ความแข็งของกล้ามเนื้อ และปัญหาการเคลื่อนไหวในผู้ป่วยพาร์กินสัน โดยกระตุ้นบริเวณสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว

ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) และอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s) – TMS สามารถช่วยปรับปรุงความจำและการรู้คิดในผู้ป่วยสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น โดยกระตุ้นบริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ

อาการปวดศีรษะไมเกรน (Migraine) – การใช้ TMS ช่วยลดความถี่และความรุนแรงของอาการปวดศีรษะไมเกรน โดยกระตุ้นบริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความเจ็บปวด

กลุ่มโรคทางจิตเวช

ปัญหาสุขภาพจิตเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากขึ้นในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดสูง การใช้ TMS ในการรักษาโรคทางจิตเวชได้แสดงผลลัพธ์ที่น่าพอใจและมีความปลอดภัยสูง

โรคซึมเศร้า (Depression) โดยเฉพาะผู้ที่ดื้อยา – TMS ได้รับการอนุมัติจาก FDA (Food and Drug Administration) หรือองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา สำหรับการรักษาโรคซึมเศร้าที่ไม่ตอบสนองต่อยาปกติ ช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมองและปรับปรุงอารมณ์

โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder) – การใช้ TMS ช่วยลดอาการครุ่นคิดและพฤติกรรมย้ำซ้ำในผู้ป่วย OCD โดยกระตุ้นบริเวณสมองที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพฤติกรรม

โรควิตกกังวล (Anxiety Disorder) – TMS ช่วยลดระดับความวิตกกังวลและช่วยให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ที่เสถียรมากขึ้น

กลุ่มอาการปวดเรื้อรัง

อาการปวดเรื้อรังเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่มีพฤติกรรมการใช้งานร่างกายที่ไม่เหมาะสม การใช้ TMS เป็นทางเลือกใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับอาการปวดเรื้อรัง

ออฟฟิซซินโดรม (Office Syndrome) – สำหรับคนทำงานที่มีอาการปวดเรื้อรังจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน TMS สามารถช่วยปรับปรุงการรับรู้ความเจ็บปวดและส่งเสริมกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย

อาการปวดจากระบบประสาท (Neuropathic Pain) – TMS ช่วยลดการส่งสัญญาณความเจ็บปวดจากระบบประสาท เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการปวดจากเส้นประสาทถูกกดทับหรือเสียหาย

การรักษาด้วย TMS เหมาะกับใคร?

การพิจารณาความเหมาะสมของผู้ป่วยสำหรับการรักษาด้วย TMS เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์สูงสุดและมีความปลอดภัยในการรักษา การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลุ่มผู้ป่วยที่เหมาะสมจะช่วยให้การตัดสินใจเลือกรับการรักษาเป็นไปอย่างมีข้อมูล

ผู้ที่เหมาะสำหรับการรักษาด้วย TMS

การรักษาด้วย TMS เหมาะสำหรับผู้ป่วยหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มองหาทางเลือกการรักษาที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรักษานี้ ได้แก่:

  • ผู้ป่วยซึมเศร้าที่ดื้อยา – ผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านอาการซึมเศร้าตั้งแต่ 1 คอร์สขึ้นไป
  • ผู้ที่มีปัญหาระบบประสาท – ผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุหรือโรคทางระบบประสาท
  • กลุ่มคนทำงานที่มีออฟฟิซซินโดรม – ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังร่วมกับซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
  • ผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยา – ผู้ที่ไม่สามารถทนต่อผลข้างเคียงของยาแก้ซึมเศร้า

ใครบ้างที่ไม่เหมาะกับการรักษาด้วย TMS

แม้ว่า TMS จะเป็นการรักษาที่ปลอดภัย แต่ก็มีข้อห้ามและข้อควรระวังที่สำคัญ ผู้ที่ไม่ควรได้รับการรักษาด้วย TMS ได้แก่:

  • ผู้ที่มีโลหะในศีรษะ – แผ่นโลหะ, คลิปหนีบหลอดเลือด, หรือชิ้นส่วนโลหะอื่นๆ ในบริเวณศีรษะ
  • ผู้ที่มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ – Pacemaker หรืออุปกรณ์กระตุ้นหัวใจอื่นๆ
  • ผู้ที่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ฝังในตัว – เช่น เครื่องกระตุ้นสมองลึก, เครื่องฟอกเลือดฝังในตัว
  • ผู้ที่มีประวัติลมชัก – ต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง
  • สตรีมีครรภ์ – ยังไม่มีข้อมูลความปลอดภัยที่เพียงพอสำหรับทารกในครรภ์
  • ผู้ที่มีโรคทางจิตเวชรุนแรง – เช่น โรคจิตเภท หรือโรคสองขั้วในระยะเฉียบพลัน

ข้อดีของการรักษาด้วย TMS เมื่อเทียบกับวิธีอื่น

เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS มีจุดเด่นหลายประการที่ทำให้แตกต่างจากวิธีการรักษาแบบดั้งเดิม การเปรียบเทียบข้อดีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถตัดสินใจเลือกรับการรักษาได้อย่างมีข้อมูล โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาทางเลือกการรักษาที่มีความปลอดภัยสูงและผลข้างเคียงน้อย

เป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องดมยาสลบ

การรักษาด้วย TMS เป็นขั้นตอนที่ไม่ต้องผ่าตัดและไม่ต้องใช้ยาชา ผู้ป่วยจะมีสติสัมปชัญญะตลอดการรักษาและสามารถสื่อสารกับแพทย์ได้ตลอดเวลา ไม่มีแผลผ่าตัดหรือรอยแผลเป็น และไม่มีความเสี่ยงจากการดมยาสลบ ผู้ป่วยสามารถขับรถกลับบ้านเองหลังการรักษาได้ทันที

ผลข้างเคียงน้อยและไม่รุนแรง

เมื่อเปรียบเทียบกับยาต้านอาการซึมเศร้าหรือวิธีการรักษาอื่น TMS มีผลข้างเคียงที่น้อยมาก ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดคือปวดศีรษะเล็กน้อยหลังการรักษา ซึ่งมักจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมง ไม่มีผลกระทบต่อความจำ น้ำหนัก หรือความสามารถทางเพศเหมือนยาบางประเภท

สามารถทำร่วมกับการรักษาอื่น ๆ ได้

การรักษาด้วย TMS สามารถใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอื่นได้ เช่น การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา การทำกายภาพบำบัด หรือการใช้ยาในขนาดที่ลดลง ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษาแบบองค์รวมที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาหลายด้านพร้อมกัน เช่น ออฟฟิซซินโดรมร่วมกับอาการซึมเศร้า

สรุปบทความ

TMS หรือ Transcranial Magnetic Stimulation เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ใช้เครื่องกระตุ้นสมอง TMS และกระตุ้นคลื่นแม่เหล็ก TMS เพื่อรักษาปัญหาสุขภาพจิตและระบบประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเครื่องกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS ที่มีความปลอดภัยสูงและผลข้างเคียงน้อย ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาโรคซึมเศร้า โรคทางระบบประสาท และอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานที่มีปัญหาออฟฟิซซินโดรมและต้องการวิธีการรักษาที่ไม่รบกวนชีวิตประจำวัน

การเลือกรับการรักษาด้วย TMS ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางจาก เปียง รีแฮบบิลิเทชัน คลินิก (PYONG Rehabilitation Clinic) เพื่อประเมินความเหมาะสมและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้ได้รับผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยสูงสุด ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

📞 ติดต่อสอบถามหรือจองคิวนัดหมาย: 097-468-7990

💬  Line Official: @pyongrehab

ทีมแพทย์จาก PYONG REHABILITATION

นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์

อาจารย์นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์ (แพทย์เปียง หรือหมอเปียง) เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation Medicine) ผู้มีความสนใจในการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว อาการปวด การบาดเจ็บจากกีฬา และความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์  คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูประจำ ณ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร

ความรู้สุขภาพ
Lannalynn Thipkwan

ท่าแนะนำสำหรับนั่งในรถ

การใช้เวลาบนรถนานๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างจากการนั่งทำงาน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและอาการปวดเมื่อยได้ด้วยการ “ปรับ 5 จุดสำคัญ” ทั้งระยะห่างเบาะ ความเอียงพนักพิง (100-110 องศา) ความสูงหมอนรองศีรษะ ระดับเบาะนั่ง และองศาพวงมาลัยให้สัมพันธ์กันเพื่อลดการเกร็งกล้ามเนื้อ ที่สำคัญต้องควบคู่ไปกับการปรับกระจกมองข้างให้ทัศนวิสัยชัดเจน และควรจอดพักเพื่อยืดเส้นยืดสายเป็นระยะเพื่อถนอมร่างกายให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง

อ่านต่อ »

Discover more from PYONG Rehabilitation Clinic & Penthouse

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading

WhatsApp

Messenger

Line

Call

Email

Map

รับคำปรึกษา หรือ นัดพบแพทย์

ยินดีดูแลให้คำปรึกษาทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น.

 L Floor, Gaysorn Village

รักษาอาการปวดด้วยเทคนิค
เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู

จันทร์ – ศุกร์ 16.30 – 20.00 น.

เสาร์ – อาทิตย์ 10.00 – 20.00 น.

11th Floor, Gaysorn Tower

ฟื้นฟูผู้ป่วยและผู้สูงอายุโรคระบบประสาทและสมอง

ทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Pain Management
Advanced Injection
Screening

Muscles and Sport

Brain Stimulation

Robotics and Motion