[rank_math_breadcrumb]

ฟื้นความหวังให้ผู้ป่วยพาร์กินสันเมื่อแพทย์ไทยช่วยชีวิตคนไข้จากเยอรมนี

สารบัญ

คุณเคยจินตนาการไหมว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ถ้ามือของคุณสั่นไม่หยุด? ไม่ใช่แค่สั่นเล็กน้อย แต่สั่นจนหยิบแก้วน้ำไม่ได้ จับช้อนส้อมไม่อยู่ หรือแม้แต่การเดินตรงก็ทำไม่ได้ นี่คือชีวิตจริงของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันหลายพันคนทั่วโลก และวันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับเรื่องราวของ ชายชาวเยอรมันที่บินมาไกลกว่า 9,000 กิโลเมตร เพื่อค้นหาความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง

เมื่อความสั่นไหวกลายเป็นนรกในชีวิตประจำวัน

ชายชาวเยอรมัน ท่านนี้เป็นผู้ป่วยโรคพาร์กินสันแบบที่มีอาการสั่นเป็นหลัก (Tremor-dominant Parkinson’s Disease) อาการสั่นของเขารุนแรงมาก จนแทบไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเอง

ชีวิตที่พังทลายจากการสั่นไม่หยุด

การรับประทานอาหารกลายเป็นความท้าทาย ทุกครั้งที่หยิบช้อนส้อม มือสั่นจนอาหารหกเลอะเทอะ การแต่งตัว การโกนหนวด หรือแม้แต่การเขียนชื่อตัวเอง กลายเป็นภารกิจที่ยากลำบาก

แต่ที่เลวร้ายที่สุดคือการเดิน อาการสั่นทำให้การทรงตัวผิดปกติ การเดินไม่ตรง เดินโซเซ และกลัวที่จะล้มตลอดเวลา สิ่งที่คนปกติทำได้ง่ายๆ กลับกลายเป็นความท้าทายใหญ่หลวงสำหรับเขา

ในประเทศเยอรมนี เขาได้รับการรักษาด้วยยาพาร์กินสันมาตรฐาน แต่อาการก็ยังคงรุนแรง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก จนในที่สุด เขาตัดสินใจบินข้ามโลกมายังประเทศไทย เพื่อแสวงหาวิธีการรักษาที่อาจช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้

โรคพาร์กินสัน ศัตรูที่ทำลายการควบคุมร่างกาย

ก่อนที่เราจะไปดูว่าชายชาวเยอรมัน  ท่านนี้ได้รับการรักษาอย่างไร มาทำความเข้าใจกับโรคพาร์กินสันกันก่อน

สมองที่ขาดสารสำคัญ

โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์สมองส่วนที่ผลิตสารโดพามีน สารเคมีที่สำคัญในการควบคุมการเคลื่อนไหว เมื่อโดพามีนลดลง การส่งสัญญาณระหว่างสมองและกล้ามเนื้อก็ผิดปกติ

ผลที่ตามมาคือ อาการสั่น (Tremor) กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (Rigidity) การเคลื่อนไหวช้าลง (Bradykinesia) และการทรงตัวผิดปกติ (Postural Instability) อาการเหล่านี้ค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ และส่งผลกระทบต่อทุกมิติของชีวิต

ทำไมยาเพียงอย่างเดียวไม่พอ

การรักษาโรคพาร์กินสันด้วยยามาตรฐาน เช่น Levodopa ช่วยเพิ่มระดับโดพามีนในสมอง แต่ยาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการสั่นรุนแรง ยิ่งใช้นานเข้า ประสิทธิภาพยิ่งลดลง ต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้น และอาจเกิดผลข้างเคียงตามมา ดังนั้น การรักษาสมัยใหม่จึงต้องใช้ “วิธีผสมผสาน” ระหว่างยากับการฟื้นฟูสมรรถภาพเฉพาะทาง

แผนการรักษาที่เปลี่ยนชีวิต

เมื่อ มาถึงคลินิก ทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูได้ทำการประเมินอาการอย่างละเอียด และออกแบบแผนการรักษาเฉพาะบุคคลที่ผสมผสานระหว่างการแพทย์และการฟื้นฟูสมรรถภาพ

Botox: อาวุธลับในการควบคุมอาการสั่น

ขั้นตอนแรกคือการใช้ Botulinum Toxin หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Botox แต่นี่ไม่ใช่ Botox เพื่อความงามที่คุณคิด นี่คือการใช้ Botox ทางการแพทย์เพื่อควบคุมการสั่นของกล้ามเนื้อ

แพทย์จะฉีด Botox เข้าไปในจุดที่แม่นยำของกล้ามเนื้อที่มีปัญหา Botox ทำงานโดยการปิดกั้นการส่งสัญญาณจากเส้นประสาทไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อที่เกร็งและสั่นผ่อนคลายลง

การฉีด Botox ต้องทำด้วยความชำนาญสูง เพราะต้องเลือกกล้ามเนื้อที่จะฉีดให้ถูกต้อง และใช้ขนาดยาที่พอดี เพื่อลดอาการสั่นโดยไม่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงจนเกินไป ทำให้อาการสั่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษาเท่านั้น

Neurorehabilitation: การฟื้นฟูสมองและการเคลื่อนไหว

ขั้นตอนต่อมาคือการฟื้นฟูสมรรถภาพทางระบบประสาทโดยทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคพาร์กินสัน แผนการฟื้นฟูครอบคลุม 4 ด้านหลัก

1. Gait Training: ฝึกการเดินให้ตรง มั่นคง ปลอดภัย

ปัญหาการเดินเป็นหนึ่งในอาการที่ทำให้ผู้ป่วยพาร์กินสันสูญเสียความมั่นใจในการใช้ชีวิต การเดินไม่ตรง ก้าวเล็กๆ แทบลาก และกลัวการล้ม

ทีมกายภาพบำบัดใช้เทคนิคพิเศษในการฝึกการเดินสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน ซึ่งแตกต่างจากการฝึกเดินทั่วไป เน้นการใช้ “Cue” หรือสัญญาณช่วยกระตุ้น เช่น การใช้เส้นบนพื้น การนับจังหวะ หรือการให้สัญญาณด้วยเสียง ฝึกให้ผู้ป่วยก้าวเท้าให้กว้างและยาวขึ้น ยกเท้าให้สูง และเดินให้ตรง โดยทำซ้ำๆ จนกลายเป็นการเคลื่อนไหวอัตโนมัติ

2. Balance Training: ฝึกการทรงตัวเพื่อป้องกันการล้ม

การล้มเป็นภัยคุกคามสำคัญในผู้ป่วยพาร์กินสัน การฝึกการทรงตัวจึงเป็นส่วนสำคัญของการรักษา

ทีมใช้แบบฝึกหลากหลาย ตั้งแต่การยืนขาเดียว การยืนบนพื้นผิวที่ไม่แน่นอน การเดินถอยหลัง การหมุนตัว ไปจนถึงการฝึกปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อถูกผลักหรือดัน ทั้งหมดนี้ทำเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจทำให้เสียการทรงตัว

3. Coordination Training: ฝึกการประสานงานของกล้ามเนื้อ

อาการสั่นและความเกร็งของกล้ามเนื้อทำให้การประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อต่างๆ ผิดปกติ การฝึกการประสานงานจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดอาการสั่นและเพิ่มความคล่องตัว

แบบฝึกประกอบด้วย การเคลื่อนไหวที่ต้องใช้มือและเท้าพร้อมกัน การทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำ เช่น การหยิบจับสิ่งของ การใช้เครื่องมือ และการทำท่าทางที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน

เป้าหมายคือฝึกให้สมองสร้างเส้นทางการส่งสัญญาณใหม่ เพื่อชดเชยส่วนที่เสื่อมไป และปรับปรุงการควบคุมการเคลื่อนไหว

4. Transcranial Magnetic Stimulation (TMS): เทคโนโลยีกระตุ้นสมอง

เทคนิคที่ทรงพลังที่สุดในแผนการรักษาคือ TMS หรือการกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผ่านกะโหลกศีรษะ

TMS ทำงานโดยการส่งคลื่นแม่เหล็กสั้นๆ ผ่านกะโหลกศีรษะเข้าไปกระตุ้นเซลล์สมองในบริเวณที่ควบคุมการเคลื่อนไหว คลื่นแม่เหล็กจะก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าเล็กน้อยในสมอง กระตุ้นให้เซลล์ประสาททำงาน

สำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน TMS ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์สมองที่เหลืออยู่ กระตุ้นการสร้างเส้นทางการส่งสัญญาณใหม่ และปรับปรุงการสื่อสารระหว่างสมองกับกล้ามเนื้อ

ผลลัพธ์คือสมองสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น การสั่นลดลง การทรงตัวดีขึ้น และการเคลื่อนไหวราบรื่นขึ้น

ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ

หลังจากได้รับการรักษาตามแผนที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง ชายชาวเยอรมันท่านนี้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์

อาการสั่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด มือที่เคยสั่นจนใช้งานไม่ได้ ตอนนี้สามารถหยิบจับสิ่งของได้อย่างมั่นคง รับประทานอาหารได้สะดวกขึ้นมาก ไม่ต้องกังวลว่าอาหารจะหก

ที่สำคัญที่สุดคือ การเดินดีขึ้นอย่างโดดเด่น เขาสามารถเดินตรงได้ ก้าวเท้ามั่นคงขึ้น การทรงตัวดีขึ้น ไม่กลัวการล้มอีกต่อไป ความมั่นใจในการใช้ชีวิตกลับคืนมา

วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความสำเร็จ

ความสำเร็จในการรักษาชายชาวเยอรมันท่านนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

แนวทางแบบบูรณาการ

การรักษาไม่ได้มุ่งเน้นแค่การลดอาการสั่นเพียงอย่างเดียว แต่มองอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การควบคุมอาการด้วย Botox การฟื้นฟูการเคลื่อนไหวด้วยกายภาพบำบัด ไปจนถึงการกระตุ้นสมองด้วย TMS ทุกส่วนทำงานร่วมกันอย่างลงตัว

การรักษาเฉพาะบุคคล

ไม่มีผู้ป่วยพาร์กินสันสองคนที่เหมือนกันทุกประการ การรักษาจึงต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละคน แพทย์และทีมฟื้นฟูประเมินอาการอย่างละเอียด เข้าใจปัญหาเฉพาะตัว และออกแบบแผนการรักษาที่ตอบโจทย์

ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

การรักษาผู้ป่วยพาร์กินสันต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์เฉพาะทาง ทีมที่คลินิกประกอบด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด และนักกิจกรรมบำบัดที่มีประสบการณ์ด้านโรคพาร์กินสันโดยตรง รู้เทคนิคพิเศษที่ได้ผลจริง

สัญญาณบอกว่าคุณควรพบแพทย์

  • มีอาการสั่นของมือ แขน หรือขา โดยเฉพาะตอนพักนิ่ง
  • กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง เคลื่อนไหวลำบาก
  • การเคลื่อนไหวช้าลง ทำอะไรก็ใช้เวลานานขึ้น
  • การเดินเปลี่ยนไป ก้าวเท้าเล็กลง แทบลาก
  • การทรงตัวผิดปกติ เดินโซเซ หรือล้มบ่อย
  • ใบหน้าไร้สีหน้า ไม่ค่อยแสดงอารมณ์
  • เสียงพูดเล็กลงและไม่ชัดเจน

ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยชะลอการเสื่อมและรักษาคุณภาพชีวิตได้ดีกว่า

เส้นทางสู่ความหวังเริ่มต้นที่นี่

เรื่องราวของชายชาวเยอรมันท่านนี้ แสดงให้เห็นว่าแม้โรคพาร์กินสันจะเป็นโรคที่ท้าทาย แต่ด้วยการรักษาที่ถูกต้องและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ผู้ป่วยสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

PYONG Rehabilitation Clinic เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคทางระบบประสาท รวมถึงโรคพาร์กินสัน ด้วยทีมแพทย์และสหวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย


PYONG Rehabilitation Clinic

การจัดการอาการปวดและความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

โทร: (+66) 97-468-7990
LINE Official: @pyongrehab
Email: support@pyongrehab.com

ที่ตั้ง:
999 ห้อง BF-11 ชั้น L อาคารเกษร วิลเลจ
ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
(ใกล้ BTS ชิดลม)
บริการจอดรถฟรี (Valet)

เวลาทำการ:

  • จันทร์-ศุกร์: 16:30-20:00 น.
  • เสาร์-อาทิตย์: 10:00-20:00 น.

PYONG Rehabilitation Penthouse Clinic

การดูแลผู้สูงอายุและการฟื้นฟูระบบประสาท โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและสหวิชาชีพ

โทร: (+66) 88-589-0935
LINE Official: @pyongrehab
Email: support@pyongrehab.com

ที่ตั้ง:
127 ห้อง K ชั้น 11 อาคารเกษร ทาวเวอร์
ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

เวลาทำการ:

  • จันทร์-ศุกร์: 10:00-20:00 น.
  • เสาร์-อาทิตย์: 10:00-20:00 น.

ทีมแพทย์จาก PYONG REHABILITATION

นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์

อาจารย์นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์ (แพทย์เปียง หรือหมอเปียง) เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation Medicine) ผู้มีความสนใจในการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว อาการปวด การบาดเจ็บจากกีฬา และความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์  คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูประจำ ณ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร

ความรู้สุขภาพ
Lannalynn Thipkwan

ท่าแนะนำสำหรับนั่งในรถ

การใช้เวลาบนรถนานๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างจากการนั่งทำงาน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและอาการปวดเมื่อยได้ด้วยการ “ปรับ 5 จุดสำคัญ” ทั้งระยะห่างเบาะ ความเอียงพนักพิง (100-110 องศา) ความสูงหมอนรองศีรษะ ระดับเบาะนั่ง และองศาพวงมาลัยให้สัมพันธ์กันเพื่อลดการเกร็งกล้ามเนื้อ ที่สำคัญต้องควบคู่ไปกับการปรับกระจกมองข้างให้ทัศนวิสัยชัดเจน และควรจอดพักเพื่อยืดเส้นยืดสายเป็นระยะเพื่อถนอมร่างกายให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง

อ่านต่อ »

Discover more from PYONG Rehabilitation Clinic & Penthouse

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading

WhatsApp

Messenger

Line

Call

Email

Map

รับคำปรึกษา หรือ นัดพบแพทย์

ยินดีดูแลให้คำปรึกษาทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น.

 L Floor, Gaysorn Village

รักษาอาการปวดด้วยเทคนิค
เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู

จันทร์ – ศุกร์ 16.30 – 20.00 น.

เสาร์ – อาทิตย์ 10.00 – 20.00 น.

11th Floor, Gaysorn Tower

ฟื้นฟูผู้ป่วยและผู้สูงอายุโรคระบบประสาทและสมอง

ทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Pain Management
Advanced Injection
Screening

Muscles and Sport

Brain Stimulation

Robotics and Motion