คุณเคยรู้สึกว่ามือหรือแขนแข็งตึง เคลื่อนไหวลำบาก หรือมีอาการเกร็งที่ควบคุมไม่ได้หรือไม่? อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องปกติที่ควรมองข้าม เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง หรือที่เรียกว่า Spasticity ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับปัญหาทางสมองหรือไขสันหลัง การเข้าใจอาการและสาเหตุจะช่วยให้คุณสามารถเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ในบทความนี้ เราจะพาคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับอาการเกร็ง สาเหตุต่างๆ และแนวทางการรักษาอย่างครบถ้วน
รู้จักภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (Spasticity) และลักษณะอาการ
ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้กล้ามเนื้อมีความตึงตัวมากผิดปกติและไม่สามารถคลายตัวได้ตามปกติ อาการนี้แตกต่างจากการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับการส่งสัญญาณจากสมองที่ผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็งและแข็งตึงอย่างต่อเนื่อง
อาการเกร็งเป็นอย่างไร? แตกต่างจากตะคริวหรือไม่?
อาการเกร็งจากภาวะ Spasticity มีความแตกต่างจากอาการตะคริวทั่วไปอย่างชัดเจน ตะคริวมักเกิดขึ้นเฉพาะเวลาและจะหายไปเองภายในไม่กี่นาที แต่อาการเกร็งจาก Spasticity เป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กล้ามเนื้อจะมีความตึงตัวสูง แข็ง และเคลื่อนไหวได้ยากตลอดเวลา ผู้ป่วยอาจรู้สึกว่าแขนหรือขาของตนแข็งเหมือนไม้ ไม่สามารถงอหรือเหยียดได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ อาการเกร็งอาจทำให้เกิดท่าทางที่ผิดปกติ เช่น มือจับเป็นกำแน่น หรือเท้าชี้ลงด้านล่างตลอดเวลา
ตำแหน่งที่พบบ่อย
อาการเกร็งมักพบได้ในหลายบริเวณของร่างกาย โดยเฉพาะแขน ขา มือ และเท้า ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนไหวประจำวัน แต่ละตำแหน่งจะมีลักษณะอาการและผลกระทบที่แตกต่างกัน ดังนี้
อาการเกร็งที่มือและนิ้วมือ
- นิ้วหดงอเข้าหาฝ่ามือแน่น ไม่สามารถเหยียดออกได้
- ยากต่อการจับของหรือถือสิ่งของ
- ส่งผลต่อการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร การแต่งตัว หรือการใช้โทรศัพท์
อาการเกร็งที่แขน
- แขนงอติดตัว แข็งตึง และเคลื่อนไหวได้จำกัด
- ยากต่อการยกแขนขึ้น หรือเหยียดแขนออก
- ส่งผลต่อการทำกิจกรรมที่ต้องใช้แขน เช่น การอาบน้ำ การแต่งตัว
อาการเกร็งที่ขาและเท้า
- ขาแข็งตึง เท้าชี้ลง หรือหงายขึ้น
- เดินลำบาก มีท่าทางเดินที่ผิดปกติ
- เสี่ยงต่อการล้มและการบาดเจ็บได้ง่าย
- ส่งผลต่อการทรงตัวและการเคลื่อนที่ในชีวิตประจำวัน
ระดับความรุนแรงของอาการเกร็ง
ความรุนแรงของอาการเกร็งสามารถแบ่งได้เป็นหลายระดับ ตั้งแต่อาการเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต ไปจนถึงอาการรุนแรงที่ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย โดยแพทย์จะประเมินระดับความรุนแรงเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
ระดับเบา (Mild Spasticity)
- กล้ามเนื้อตึงเล็กน้อย รู้สึกได้เมื่อเคลื่อนไหว
- ยังสามารถเคลื่อนไหวได้ปกติ
- ไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากนัก
ระดับปานกลาง (Moderate Spasticity)
- อาการเกร็งมีมากขึ้น ความตึงของกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- การเคลื่อนไหวเริ่มลำบาก ใช้แรงมากขึ้น
- อาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการทำกิจกรรมบางอย่าง
- ส่งผลกระทบต่อการทำงานและกิจวัตรประจำวัน
ระดับรุนแรง (Severe Spasticity)
- กล้ามเนื้อแข็งตึงมาก เคลื่อนไหวได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย
- ข้อต่อติดแข็ง (Contracture) ไม่สามารถงอหรือเหยียดได้
- ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำกิจกรรมส่วนใหญ่
- เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว เช่น แผลกดทับ การเสียรูปของกระดูก
เจาะลึก 7 สาเหตุหลักที่ทำให้แขน ขา และมือเกร็ง
การเข้าใจสาเหตุของอาการเกร็งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยในการวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งมักเกิดจากปัญหาในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมถึงสมองและไขสันหลัง เมื่อระบบประสาทเหล่านี้ได้รับความเสียหาย การควบคุมกล้ามเนื้อจะผิดปกติ ทำให้เกิดอาการเกร็งตามมา
1.โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการเกร็ง เมื่อเกิดหลอดเลือดในสมองตีบหรือแตก ส่วนของสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวจะได้รับความเสียหาย ทำให้เกิดอาการอัมพาต และมักตามมาด้วยอาการเกร็งในด้านที่อัมพาต ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักพบว่ามีอาการมือเกร็ง แขนงอติดตัว หรือขาแข็งตึงหลังจากผ่านช่วงเฉียบพลันของโรค
2.การบาดเจ็บที่สมอง (Traumatic Brain Injury)
การบาดเจ็บที่สมองจากอุบัติเหตุ การกระทบกระเทือน หรือการได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะ สามารถทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อสมอง ส่งผลให้การควบคุมกล้ามเนื้อผิดปกติและเกิดอาการเกร็งตามมา ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับบริเวณและระดับของการบาดเจ็บ
3.การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury)
เมื่อไขสันหลังได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือโรค การส่งสัญญาณระหว่างสมองและกล้ามเนื้อจะถูกขัดขวาง ทำให้เกิดอาการเกร็งในส่วนของร่างกายที่อยู่ใต้ตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บไขสันหลังมักประสบปัญหาอาการเกร็งที่รุนแรงและต้องการการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
4.โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis – MS)
โรคนี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเยื่อหุ้มเส้นประสาท ส่งผลให้การส่งสัญญาณประสาทผิดปกติ อาการเกร็งเป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยในผู้ป่วย MS และมักส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก
5.ภาวะสมองพิการ (Cerebral Palsy – CP)
สมองพิการเป็นภาวะที่เกิดตั้งแต่แรกเกิดหรือในวัยเด็กตอนต้น เนื่องจากสมองไม่ได้รับการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีปัญหาในการควบคุมกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว อาการเกร็งเป็นลักษณะเด่นของผู้ป่วยสมองพิการประเภทหนึ่ง และต้องการการดูแลและฟื้นฟูตั้งแต่เด็ก
6.ภาวะขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง (Hypoxic-Ischemic Brain Injury)
เมื่อสมองไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอ เช่น จากการจมน้ำ หัวใจหยุดเต้น หรือภาวะหายใจหยุดชะงัก เซลล์สมองจะได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจนำไปสู่อาการเกร็งในภายหลัง
7.โรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ที่ส่งผลต่อระบบประสาท (Hereditary Neurological Disorders)
โรคทางพันธุกรรมบางชนิดที่ส่งผลต่อระบบประสาท เช่น โรค Huntington’s disease หรือโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้เส้นประสาทเสื่อม สามารถทำให้เกิดอาการเกร็งได้เช่นกัน

อาการมือเกร็ง นิ้วล็อก เกิดจากอะไรได้บ้าง?
อาการมือเกร็งและนิ้วล็อกเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก การทำความเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้สามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมได้
ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งจากโรคทางสมอง
อาการมือเกร็งที่เกิดจากโรคทางสมองหรือไขสันหลัง มักมาพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น อ่อนแรง ชา หรือเคลื่อนไหวลำบาก มือจะหด งอ เข้าหาฝ่ามือแน่น ไม่สามารถเหยียดนิ้วออกได้ และอาจมีอาการปวดร่วมด้วย
โรคนิ้วล็อก (Trigger Finger)
ต่างจากอาการเกร็งจากโรคทางสมอง โรคนิ้วล็อกเกิดจากการอักเสบของเอ็นที่นิ้วมือ ทำให้นิ้วติดขัดเวลางอหรือเหยียด ผู้ป่วยจะรู้สึกว่านิ้วมือล็อกในท่าใดท่าหนึ่ง และต้องใช้แรงหรือใช้มืออีกข้างช่วยในการเหยียดนิ้ว อาการนี้มักพบในผู้ที่ใช้มือทำงานหนักหรือทำงานซ้ำๆ เป็นประจำ
การใช้งานมือหนักเกินไป
การใช้มือในท่าเดิมซ้ำๆ เช่น ทำงานประดิษฐ์ การพิมพ์งาน การใช้เมาส์เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอาการปวดข้อมือ หรือการสามารถทำให้กล้ามเนื้อมือและเส้นเอ็นอักเสบ ส่งผลให้มีอาการตึงและปวด ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอาจพัฒนาเป็นอาการเรื้อรังได้
แนวทางการวินิจฉัยและประเมินอาการโดยแพทย์
การวินิจฉัยอาการเกร็งที่ถูกต้องเป็นขั้นตอนสำคัญในการวางแผนการรักษา แพทย์จะใช้วิธีการหลายอย่างเพื่อประเมินสาเหตุและความรุนแรงของอาการ
การซักประวัติและตรวจร่างกาย (History Taking and Physical Examination) – แพทย์จะเริ่มจากการซักประวัติอาการอย่างละเอียด
การประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle Tone Assessment) – แพทย์จะใช้เกณฑ์มาตรฐาน เช่น Modified Ashworth Scale เพื่อวัดระดับความตึงตัวของกล้ามเนื้อ โดยจะประเมินจากแรงต้านที่เกิดขึ้นเมื่อขยับข้อต่อ
การตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ (Advanced Diagnostic Imaging) – ในบางกรณีที่ต้องการทราบสาเหตุที่แน่ชัด แพทย์อาจสั่งให้ตรวจด้วย MRI หรือ CT Scan ของสมองหรือไขสันหลัง เพื่อดูว่ามีรอยโรคหรือความผิดปกติในบริเวณใดบ้าง
วิธีการรักษาและฟื้นฟูอาการแขน ขา มือเกร็ง
การรักษาอาการเกร็งมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการ เป้าหมายหลักของการรักษาคือการลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ เพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
การทำกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด
กายภาพบำบัดเป็นวิธีการรักษาหลักที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเกร็ง นักกายภาพบำบัดจะออกแบบโปรแกรมการยืดกล้ามเนื้อ การบริหารข้อต่อ และการฝึกการเคลื่อนไหวเพื่อลดความตึงและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้อาการแย่ลงและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น
การใช้ยารักษา ทั้งยารับประทานและยาฉีดเฉพาะที่ (Botulinum Toxin)
ยารับประทานบางชนิด เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ สามารถช่วยลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้การฉีดยา Botulinum Toxin (Botox) เข้าไปในกล้ามเนื้อที่เกร็งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง โดยยาจะทำงานโดยการขัดขวางการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวลงได้ ตัวยาจะออกฤทธิ์หลังฉีดประมาณ 1 -2 สัปดาห์ ผลของยาจะคงอยู่ประมาณ 3-4 เดือน และอาจต้องฉีดซ้ำเมื่ออาการกลับมา
การใส่อุปกรณ์พยุงหรือดาม
การใส่อุปกรณ์พยุง เช่น ดามมือ ดามข้อเท้า หรือ Splint จะช่วยรักษาท่าทางของข้อต่อให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ป้องกันไม่ให้เกิดการติดแข็งของข้อ และช่วยยืดกล้ามเนื้อที่เกร็งอย่างค่อยเป็นค่อยไป
การผ่าตัด (ในกรณีที่รุนแรง)
ในกรณีที่อาการเกร็งรุนแรงมากและไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเพื่อยืดหรือตัดเส้นเอ็น หรือทำการผ่าตัดเส้นประสาทเพื่อลดการส่งสัญญาณที่ผิดปกติ การผ่าตัดจะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อวิธีการอื่นไม่ได้ผล
รับการรักษาอาการเกร็งกับ PYONG Rehabilitation Clinic
หากคุณหรือคนที่คุณรักประสบปัญหาอาการมือเกร็ง แขนเกร็ง หรือขาเกร็ง ที่ PYONG Rehabilitation Clinic เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและรักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง นอกจากนี้เรายังมีแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมประสาท (Neurologist) หรือหมอสมอง ที่สามารถวินิจฉัยและดูแลโรคทางระบบประสาทที่เป็นสาเหตุของอาการเกร็งได้อย่างครบวงจร
แนวทางการรักษาอาการเกร็งที่ PYONG Rehabilitation Clinic
เรามีอุปกรณ์ที่ทันสมัยและแนวทางการรักษาที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้
- การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Diagnostic Ultrasound) – เราใช้เทคโนโลยีอัลตร้าซาวด์ในการวินิจฉัยและประเมินสภาพของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และข้อต่อ เพื่อให้การรักษามีความแม่นยำและตรงจุดมากที่สุด
- การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Transcranial Magnetic Stimulation – TMS) – เทคโนโลยี TMS เป็นนวัตกรรมล่าสุดในการรักษาอาการเกร็งจากโรคทางสมอง โดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นบริเวณสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ช่วยปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาท ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อ และส่งเสริมการฟื้นฟูการทำงานของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและการบาดเจ็บที่สมอง
- การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Peripheral Magnetic Stimulation – PMS) – เทคโนโลยี PMS ช่วยกระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อในระดับลึก ช่วยให้การทำงานของเส้นประสาทดีขึ้น เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และลดอาการเกร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บหรือระคายเคืองบริเวณผิวหนัง
- การรักษาด้วยแสงเลเซอร์พลังงานสูง (High Power Laser Therapy) – เทคโนโลยีแสงเลเซอร์กำลังสูงสามารถเจาะลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ 5-6 เซนติเมตร ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบ และบรรเทาอาการปวดที่มากับอาการเกร็ง ผู้ป่วยจะรู้สึกถึงความดีขึ้นได้ทันทีหลังการรักษา
- การฉีดยา Botulinum Toxin (Botox) เฉพาะจุด – แพทย์เฉพาะทางของเราสามารถฉีดยา Botox เข้าไปในกล้ามเนื้อที่เกร็งได้อย่างแม่นยำ โดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound) ช่วยในการระบุตำแหน่ง ยาจะช่วยคลายความตึงของกล้ามเนื้อ โดยผลของยาจะคงอยู่ประมาณ 3-4 เดือน
- การดูแลแบบสหวิชาชีพ – ที่ เปียง รีแฮบบิลิเทชัน คลินิก คุณจะได้รับการดูแลจากทีมแพทย์หลายสาขา ทั้งแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์อายุรกรรมประสาท นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และนักกายอุปกรณ์ ที่ทำงานร่วมกันเพื่อวางแผนการรักษาที่ครอบคลุมและเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
เราเชื่อว่าการดูแลอย่างใกล้ชิดและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลจะช่วยให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การรักษาอาการเกร็งต้องอาศัยความต่อเนื่องและความร่วมมือระหว่างแพทย์และผู้ป่วย
5 ท่ากายภาพบำบัดเบื้องต้นสำหรับลดอาการเกร็ง
1. ท่ายืดนิ้วมือและข้อมือ – การยืดนิ้วมือและข้อมืออย่างนุ่มนวลจะช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อ คุณสามารถใช้มืออีกข้างช่วยเหยียดนิ้วมือที่เกร็งออกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที และทำซ้ำหลายครั้ง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดอาการแข็งตึงของมือ
2. ท่ายืดกล้ามเนื้อแขนและข้อศอก – การบริหารข้อศอกโดยการงอและเหยียดอย่างช้าๆ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของแขน สามารถทำได้โดยการเหยียดแขนออกข้างหน้าแล้วค่อยๆ งอเข้าหาตัว ทำซ้ำ 10-15 ครั้งในแต่ละข้าง เพื่อคลายความตึงและเพิ่มช่วงการเคลื่อนไหว
3. ท่ายืดกล้ามเนื้อน่องและข้อเท้า – การนั่งบนพื้นและยืดขาออกไปข้างหน้า จากนั้นใช้มือดึงปลายเท้าเข้าหาตัวจะช่วยยืดกล้ามเนื้อน่องและข้อเท้า ค้างท่าไว้ 15-20 วินาที แล้วค่อยๆ คลายลง ทำซ้ำหลายครั้งเพื่อลดความตึงและป้องกันไม่ให้เกิดอาการเกร็งที่ข้อเท้า
4. ท่ายืดกล้ามเนื้อต้นขา – การยืดกล้ามเนื้อต้นขาสามารถทำได้โดยการยืนแล้วจับเท้าด้านหนึ่งดึงขึ้นมาหาสะโพก ค้างไว้ประมาณ 15-20 วินาที แล้วค่อยปล่อย สลับข้าง การทำแบบฝึกหัดนี้สม่ำเสมอจะช่วยลดอาการเกร็งและป้องกันไม่ให้ข้อติดแข็ง
5. คำแนะนำในการทำกายภาพด้วยตนเองที่บ้าน – การทำกายภาพบำบัดที่บ้านควรทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2-3 ครั้ง ใช้แรงอย่างนุ่มนวล ไม่บังคับจนเกินไปจนเกิดอาการปวด และควรทำในช่วงที่กล้ามเนื้อยังอุ่น เช่น หลังอาบน้ำอุ่น นอกจากนี้ การประคบร้อนหรือเย็นบริเวณที่เกร็งก่อนทำกายภาพก็อาจช่วยลดความตึงได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
อาการเกร็งสามารถหายขาดได้หรือไม่?
อาการเกร็งจากโรคทางสมองหรือไขสันหลังส่วนใหญ่ไม่สามารถหายขาดได้โดยสิ้นเชิง แต่สามารถควบคุมและลดความรุนแรงของอาการได้ด้วยการรักษาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของการรักษาคือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมได้มากขึ้น
ถ้าไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?
หากปล่อยอาการเกร็งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาการจะแย่ลงเรื่อยๆ กล้ามเนื้อจะยิ่งตึงและแข็งมากขึ้น จนในที่สุดอาจทำให้ข้อต่อติดแข็ง (Contracture) ซึ่งไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลย นอกจากนี้ยังอาจเกิดอาการปวดเรื้อรัง ผิวหนังเป็นแผล และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการแบบไหน?
ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการมือหรือแขนเกร็งอย่างกะทันหัน โดยเฉพาะถ้ามาพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมีอาการสับสน เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้ หากมีอาการเกร็งที่ค่อยๆ แย่ลง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน หรือไม่ดีขึ้นแม้จะได้พักผ่อน ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม
สรุป
หากคุณหรือคนที่คุณรักประสบปัญหาอาการมือเกร็ง แขนเกร็ง หรือขาเกร็ง ที่ เปียง รีแฮบบิลิเทชัน คลินิก PYONG Rehabilitation Clinic เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและรักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง เรามีอุปกรณ์ที่ทันสมัยและแนวทางการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การทำกายภาพบำบัด การฉีดยาเฉพาะจุด ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อช่วยลดอาการเกร็งและฟื้นฟูการทำงานของกล้ามเนื้อให้กลับมาเป็นปกติได้มากที่สุด
เราเชื่อว่าการดูแลอย่างใกล้ชิดและปรับแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลจะช่วยให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากสนใจสามารถติดต่อสอบถามและนัดหมายได้ที่
📞 ติดต่อสอบถามหรือจองคิวนัดหมาย: 097-468-7990💬 Line Official: @pyongrehab



You must be logged in to post a comment.