[rank_math_breadcrumb]

มือชา อาการที่คนทำงานออฟฟิศต้องรู้

อาการมือชา
สารบัญ

มือชาเป็นอาการที่หลายคนต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานออฟฟิศและมีอาการออฟฟิศซินโดรม หลายคนมักคิดว่าอาการมือชาเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นเมื่อเราใช้งานมือมากเกินไปหรือนอนทับมือ แต่ความจริงแล้ว มือชาอาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่รุนแรงกว่าที่คิด บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงสาเหตุ อาการ และวิธีแก้มือชา เพื่อให้คุณกลับมาใช้มือได้อย่างปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อาการมือชา

มือชาคืออะไร? 

อาการมือชา คือ ความรู้สึกไม่ปกติที่บริเวณมือหรือนิ้วมือ ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นอาการชา เสียวแปลบ รู้สึกเหมือนมีเข็มทิ่มแทง หรือสูญเสียความรู้สึกบางส่วน ทำให้จับสิ่งของหรือทำงานได้ลำบากขึ้น อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นชั่วคราวหรือเรื้อรังก็ได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุของปัญหา

มือชาเกิดจากอะไร?

อาการมือชาเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งมีตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงปัญหาสุขภาพที่รุนแรง โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการมือชาเรื้อรัง เนื่องจากต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน มาดูสาเหตุของอาการมือชาที่พบบ่อยกัน

Office Syndrome กับอาการมือชาที่พบบ่อยในคนทำงาน

Office Syndrome เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานาน โดยหนึ่งในอาการที่พบบ่อยคือ อาการมือชา ซึ่งมักเกิดจากพฤติกรรมต่างๆ เช่น การพิมพ์คอมพิวเตอร์หรือมีวิธีการจับเมาส์ต่อเนื่องเป็นเวลานานในท่าที่ไม่ถูกต้อง การใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตในท่าเดิมนานๆ รวมถึงการใช้โต๊ะและเก้าอี้ที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ ส่งผลให้เกิดแรงกดทับข้อมือและเส้นประสาทบริเวณมือได้

สาเหตุทางการแพทย์ของอาการมือชา

นอกจากสาเหตุจากพฤติกรรมการทำงานแล้ว มือชาอาจเกิดจากความผิดปกติทางการแพทย์ ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง

แทรกข้อแรกครับ 1. อาการชาที่เกิดจากพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และแขน (Myofascial Pain Syndrome) 

  • อาการชาที่เกิดจากพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และแขน (Myofascial Pain Syndrome) 

เป็นภาวะที่เกิดจากการที่พังผืด (Fascia) ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่หุ้มกล้ามเนื้อเกิดความตึงตัวและเสียความยืดหยุ่น ทำให้เกิดจุดกดเจ็บ (Trigger Points) ในกล้ามเนื้อ เมื่อพังผืดตึงและกล้ามเนื้อเกิดการเกร็งค้าง จะกดทับเส้นประสาทบริเวณใกล้เคียง ส่งผลให้เกิดอาการชาที่แผ่กระจายไปยังมือและแขน 

  • เส้นประสาทถูกกดทับ (Carpal Tunnel Syndrome)

เป็นภาวะที่เส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทสำคัญที่ผ่านเข้าสู่มือผ่านทางอุโมงค์ข้อมือ (Carpal tunnel) ถูกกดทับ ทำให้เกิดอาการชาที่นิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งหนึ่ง มักเกิดจากการใช้ข้อมือซ้ำๆ เช่น พิมพ์งาน และยังรวมถึงปัจจัยอื่นๆ เช่น การตั้งครรภ์ โรคเบาหวาน ข้อมืออักเสบ หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์

  • เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อม (Peripheral Neuropathy)

เป็นภาวะที่เส้นประสาทส่วนปลายมีความเสื่อม ทำให้การส่งกระแสประสาทผิดปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการชาที่ปลายมือและปลายเท้า บางรายอาจมีอาการแสบร้อน เจ็บแปลบ หรือเหมือนมีเข็มทิ่มแทงร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุหลักของปลายประสาทเสื่อมมาจากโรคเบาหวาน รวมถึงการขาดวิตามิน การดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง และผลข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด

  • ปัญหาที่กระดูกสันหลังส่วนคอ

หมอนรองกระดูกคอเคลื่อนหรือเสื่อม สามารถกดทับเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงแขนและมือได้ ทำให้เกิดอาการชาที่แขนและมือ โดยตำแหน่งที่ชาจะขึ้นอยู่กับว่าเส้นประสาทเส้นไหนถูกกดทับ สาเหตุที่พบบ่อยมีทั้งอิริยาบถการนั่งที่ไม่ถูกต้อง การใช้หมอนที่ไม่เหมาะสม การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ รวมถึงกระดูกสันหลังส่วนคอที่มีความเสื่อมตามอายุ 

อาการมือชาแบ่งเป็นกี่ประเภท? แต่ละแบบอันตรายแค่ไหน

  1. มือชาจากพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า และแขน มีระดับความอันตรายปานกลาง แต่หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาการจะกลายเป็นเรื้อรังได้
  2. มือชาจากการนอนหรือนั่งทับ (ชั่วคราว)  เป็นอาการที่หายได้เองเมื่อเปลี่ยนท่า ไม่มีอาการอื่นร่วมและมีระดับอันตรายต่ำ 
  3. มือชาจากเส้นประสาทถูกกดทับ (เรื้อรัง) มีอาการปวดหรือเสียวแปลบ มีระดับอันตรายปานกลาง หากปล่อยไว้อาจเกิดความเสียหายของเส้นประสาทถาวร จำเป็นต้องได้รับการรักษาทางการแพทย์
  4. มือชาจากโรคระบบประสาท อาการอาจจะแย่ลงเรื่อยๆ ตามโรคต้นเหตุ มีระดับอันตรายสูง ต้องพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโรคที่เป็นสาเหตุหลัก
  5. มือชาร่วมกับสัญญาณอันตราย มีอาการมือชาเฉียบพลันร่วมกับอาการอื่นเช่น อ่อนแรง หน้าเบี้ยว อาจเป็นสัญญาณของโรคหลอดเลือดสมอง มีระดับอันตรายสูงมาก ต้องไปโรงพยาบาลหรือเรียกบริการฉุกเฉินทันที

กลุ่มคนที่พบอาการมือชา

อาการมือชาสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่มีบางกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

  1. กลุ่มคนทำงานออฟฟิศ
  2. ผู้ประกอบอาชีพที่ใช้มือทำงานซ้ำๆ เช่น ช่างตัดเย็บ นักดนตรี ช่างเสริมสวย 
  3. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน 
  4. ผู้สูงอายุ  เนื่องจากความเสื่อมของกระดูกและข้อต่อตามวัย ทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทได้ง่ายขึ้น
  5. สตรีมีครรภ์ 
  6. ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด  เช่น โรคไทรอยด์, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 
  7. ผู้ใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตมากเกินไป 
  8. นักกีฬาบางประเภท  เช่น นักเทนนิส, นักกอล์ฟ ที่ต้องใช้ข้อมือในการเล่นกีฬาอย่างหนักและต่อเนื่อง

การรักษาอาการมือชา

อาการมือชา มักจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือหาวิธีแก้อาการมือชา  ซึ่งแนวทางการรักษามีด้วยกัน 2 แนวทาง ดังนี้

การรักษาด้วยตัวเอง

หากคุณมีอาการมือชา สามารถบรรเทาได้ด้วยวิธีง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งการรักษาทางการแพทย์เสมอไป ลองปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เพื่อช่วยลดอาการและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ 

  1. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อแขนและมือเป็นประจำ 
  2. ปรับท่าทางการทำงานให้ถูกต้อง จัดตำแหน่งคีย์บอร์ด เมาส์ และความสูงของโต๊ะ-เก้าอี้ให้เหมาะสม
  3. ใช้อุปกรณ์เสริม เช่น อุปกรณ์พยุงข้อมือ แผ่นรอง หรือแป้นพิมพ์เออร์โกโนมิก 
  4. รับประทานอาหารบำรุงระบบประสาท เช่น อาหารที่มีวิตามินบี 12 โอเมก้า-3 และแมกนีเซียม

ปรับท่านั่งเพื่อรักษาอาการมือชา

การรักษาด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟู

หากลองแก้มือชาด้วยตัวเองแล้วยังไม่สามารถบรรเทาอาการได้ การเข้ารับการรักษาด้วยเวชศาสตร์ฟื้นฟูเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ควรพิจารณา เพื่อฟื้นฟูการทำงานของมือให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  1. การปักเข็มหรือฝังเข็มแผนตะวันตก (Dry Needling) เป็นการใช้เข็มปักเข้าไปในจุดกดเจ็บ (Trigger Points) ในกล้ามเนื้อแขน ข้อมือ และมือที่หดเกร็ง เพื่อบรรเทาอาการมือชา ช่วยคลายความตึง เพิ่มการไหลเวียนเลือด และลดการกดทับเส้นประสาทและเส้นเลือด
  2. การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (PMS) ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นเส้นประสาทและกล้ามเนื้อที่มีปัญหา ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบ และกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทที่เป็นสาเหตุของมือชาได้
  3. การรักษาด้วยแสงเลเซอร์พลังงานสูง (High Power Laser) ช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และเร่งการซ่อมแซมเส้นประสาทที่เสียหาย จึงสามารถบรรเทาอาการมือชาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  4. การรักษาด้วยคลื่นกระแทก (Shock Wave Therapy)  ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดการอักเสบ และคลายกล้ามเนื้อที่กดทับเส้นประสาท โดยเฉพาะการบำบัดด้วยคลื่นกระแทกแบบโฟกัส (Focused Shock Wave Therapy) ที่ใช้คลื่นพลังงานสูงส่งเข้าไปในเนื้อเยื่อที่มีปัญหาได้อย่างตรงจุด
  5. การทำ Hydrodissection แบบ Perineural Hydrodissection เป็นการรักษามือชาโดยแพทย์จะใช้อัลตร้าซาวด์เพื่อนำทางในการฉีดสารละลาย (น้ำเกลือหรือน้ำเกลือผสมยาชา) เข้าไประหว่างเส้นประสาทกับเนื้อเยื่อที่กดทับ ช่วยแยกเส้นประสาทให้เป็นอิสระจากพังผืดที่รัดแน่น ลดการอักเสบ และเพิ่มการไหลเวียนเลือด 
  6. การฉีด steroid เข้าไปบริเวณที่มีการอักเสบ เช่น อุโมงค์ข้อมือในกรณี Carpal Tunnel Syndrome เพื่อลดการบวมและการอักเสบ ทำให้แรงกดทับต่อเส้นประสาทลดลง 

สรุป

อาการมือชาเป็นปัญหาที่พบบ่อย โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่เราต้องใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

สำหรับผู้ที่มีอาการมือชา เปียง รีแฮบบิลิเทชัน คลินิก (PYONG Rehabilitation Clinic) มีบริการดูแลรักษาโดยทีมแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉพาะอาการปวดที่เกิดจากกล้ามเนื้อและอาการออฟฟิศซินโดรมที่เป็นปัจจัยสำคัญของอาการมือชา ติดต่อเพื่อรับคำปรึกษาได้แล้ววันนี้

📞  ติดต่อสอบถามหรือจองคิวนัดหมาย: 097-468-7990

💬  Line Official: @pyongrehab

ทีมแพทย์จาก PYONG REHABILITATION

นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์

อาจารย์นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์ (แพทย์เปียง หรือหมอเปียง) เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation Medicine) ผู้มีความสนใจในการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว อาการปวด การบาดเจ็บจากกีฬา และความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์  คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูประจำ ณ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร

ความรู้สุขภาพ
Lannalynn Thipkwan

ท่าแนะนำสำหรับนั่งในรถ

การใช้เวลาบนรถนานๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างจากการนั่งทำงาน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและอาการปวดเมื่อยได้ด้วยการ “ปรับ 5 จุดสำคัญ” ทั้งระยะห่างเบาะ ความเอียงพนักพิง (100-110 องศา) ความสูงหมอนรองศีรษะ ระดับเบาะนั่ง และองศาพวงมาลัยให้สัมพันธ์กันเพื่อลดการเกร็งกล้ามเนื้อ ที่สำคัญต้องควบคู่ไปกับการปรับกระจกมองข้างให้ทัศนวิสัยชัดเจน และควรจอดพักเพื่อยืดเส้นยืดสายเป็นระยะเพื่อถนอมร่างกายให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง

อ่านต่อ »

Discover more from PYONG Rehabilitation Clinic & Penthouse

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading

WhatsApp

Messenger

Line

Call

Email

Map

รับคำปรึกษา หรือ นัดพบแพทย์

ยินดีดูแลให้คำปรึกษาทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น.

 L Floor, Gaysorn Village

รักษาอาการปวดด้วยเทคนิค
เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู

จันทร์ – ศุกร์ 16.30 – 20.00 น.

เสาร์ – อาทิตย์ 10.00 – 20.00 น.

11th Floor, Gaysorn Tower

ฟื้นฟูผู้ป่วยและผู้สูงอายุโรคระบบประสาทและสมอง

ทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Pain Management
Advanced Injection
Screening

Muscles and Sport

Brain Stimulation

Robotics and Motion