[rank_math_breadcrumb]

วิเคราะห์โครงสร้างร่างกายเบื้องหลังอาการปวดคอเรื้อรัง

สารบัญ

อาการปวดคอที่คุณทนมาหลายปี อาจไม่ได้เกิดจากปัญหาที่คอ หลายคนที่มีอาการปวดคอเรื้อรัง มักจะเข้าใจว่าปัญหาอยู่ที่บริเวณคอโดยตรง จึงพยายามรักษาแต่คอด้วยการนวด ยืดเหยียด หรือกายภาพบำบัดทั่วไป แต่ทำไมอาการถึงไม่หายสักที? วันนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจผ่านเรื่องจริงของ “ผู้บริหารองค์กรระดับโลก” ที่ทนทุกข์กับอาการปวดคอมาหลายปี จนกระทั่งได้ค้นพบว่า ต้นตอที่แท้จริงของปัญหาไม่ได้อยู่ที่คอเลย แต่อยู่ที่โครงสร้างร่างกายที่บิดเบี้ยว

ผู้บริหารที่ต้องทนทุกข์กับอาการปวดคอมาหลายปี

ชีวิตที่ต้องเผชิญหน้ากับอาการปวดทุกวัน

ผู้บริหารองค์กรระดับโลก ท่านนี้ต้องเดินทางบ่อย ประชุมยาว และทำงานหนักต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาควบคู่กับความสำเร็จในอาชีพการงานคืออาการปวดคอเรื้อรังที่เป็นมานานหลายปี

อาการปวดนี้ไม่ได้เป็นแค่ช่วงสั้นๆ หรือเป็นครั้งคราว แต่เป็นอาการปวดที่ติดตัวทุกวัน ส่งผลกระทบต่อการทำงาน การพักผ่อน และคุณภาพชีวิตโดยรวมเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่สดชื่นเหมือนเดิม ต้องพึ่งยาแก้ปวดเป็นประจำ และอาการก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ประวัติการรักษาที่ไม่เคยได้ผล

เหมือนกับหลายๆ คนที่มีอาการปวดเรื้อรัง ได้ลองรักษามาหลากหลายวิธี ตั้งแต่การนวดแผนไทย การนวดสปา การทำกายภาพบำบัด การฉีดสเตียรอยด์ ไปจนถึงการทานยาแก้ปวดและยาคลายกล้ามเนื้อเป็นประจำ

บางครั้งอาการก็ดีขึ้นชั่วคราว เวลานวดเสร็จหรือทำกายภาพเสร็จ จะรู้สึกเบาขึ้นสักพัก แต่ไม่นานอาการก็กลับมาอีกครั้ง บางทีแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ เขาเริ่มรู้สึกท้อแท้ สงสัยว่าตัวเองจะต้องใช้ชีวิตกับอาการปวดนี้ไปตลอดหรือไม่

สิ่งที่น่าสนใจคือไม่มีแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดคนไหนที่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดคอของเขาได้ ทุกคนมองแต่อาการที่คอ แต่ไม่มีใครมองหาต้นตอที่ลึกกว่านั้น

จุดเปลี่ยนที่ PYONG Rehabilitation Clinic

การวินิจฉัยที่แตกต่าง

เขาเข้ามาพบทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูที่ PYONG Rehabilitation Clinic สิ่งแรกที่แพทย์ทำไม่ใช่การรักษาที่คอทันที แต่เป็นการทำ Full Body Analysis (การวิเคราะห์โครงสร้างร่างกายแบบองค์รวม) เพื่อมองหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา

การตรวจนี้ไม่ได้มองแค่บริเวณที่ปวดเท่านั้น แต่มองทั้งระบบโครงสร้างร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะ คอ บ่า หลัง สะโพก ขา จนถึงเท้า เพื่อดูว่าโครงสร้างทั้งหมดอยู่ในแนวเดียวกันหรือไม่ มีส่วนไหนที่บิดเบี้ยวหรือไม่สมดุลบ้าง

ผลการตรวจพบว่ามีโครงสร้างร่างกายที่บิดเบี้ยว (Structural Misalignment) อย่างชัดเจน:

  • คอยื่นไปข้างหน้า มากกว่าปกติ
  • หัวไหล่ไม่เท่ากัน ข้างหนึ่งสูงกว่าอีกข้าง
  • กระดูกสันหลังโค้งเบี้ยว ไม่ตรง
  • กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและสะโพกไม่สมดุล ทำให้ตัวตั้งไม่ตรง

ปัญหาเหล่านี้ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอต้องทำงานหนักเกินไปเพื่อรักษาสมดุลของศีรษะ ทำให้เกิดความตึงและอาการปวดเรื้อรัง นี่คือเหตุผลที่การนวดหรือทำกายภาพที่คอไม่ได้ผล เพราะไม่ได้แก้ไขต้นตอของปัญหา

การรักษาแบบบูรณาการที่ตรงจุด

หลังจากพบสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ทีมแพทย์ที่ PYONG Rehabilitation Clinic ได้ออกแบบแผนการรักษาเฉพาะบุคคล โดยมุ่งเน้นการแก้ไขโครงสร้างร่างกายตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการชั่วคราว แผนการรักษาประกอบด้วย 4 เทคนิคหลัก:

1. การวิเคราะห์โครงสร้างร่างกายอย่างละเอียด (Full Body Analysis)

การตรวจนี้ทำเพื่อหา “ต้นตอ” ที่แท้จริงของปัญหา ไม่ใช่แค่ดูอาการที่ปรากฏ แพทย์จะวัดและวิเคราะห์ดังนี้

  • ตำแหน่งของศีรษะและคอ
  • ระดับความสูงของหัวไหล่
  • เส้นโค้งของกระดูกสันหลัง
  • ความสมดุลของกล้ามเนื้อหลังและสะโพก
  • การกระจายน้ำหนักของเท้า

ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์เป็นแผนที่โครงสร้างร่างกาย (Body Structure Map) ที่แสดงให้เห็นว่าส่วนไหนของร่างกายบิดเบี้ยว ส่วนไหนต้องทำงานหนักเกินไป และส่วนไหนอ่อนแอเกินไป

2. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Peripheral Magnetic Stimulation – PMS)

หลังจากทราบปัญหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดลึก (Deep Core Muscles) โดยใช้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Peripheral Magnetic Stimulation)ที่เป็นรากฐานของโครงสร้างร่างกาย แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยการนวดหรือกายภาพบำบัดทั่วไป

เทคนิค PMS ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูงกระตุ้นกล้ามเนื้อชั้นลึก ได้แก่:

  • กล้ามเนื้อหลังส่วนลึก (Deep Back Muscles) ที่รองรับกระดูกสันหลัง
  • กล้ามเนื้อคอส่วนลึก (Deep Neck Flexors) ที่รักษาท่าทางของคอ
  • กล้ามเนื้อหัวไหล่ (Scapular Stabilizers) ที่ควบคุมตำแหน่งของหัวไหล่

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัวและคลายตัวเป็นจังหวะ ช่วยปลุกกล้ามเนื้อที่หลับไป (Muscle Activation) และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดลึกที่จำเป็นต่อการรักษาท่าทางที่ถูกต้อง

กระบวนการนี้ไม่เจ็บ ไม่มีผลข้างเคียง และผู้ป่วยจะรู้สึกได้ทันทีว่ากล้ามเนื้อกำลังทำงาน คล้ายกับการออกกำลังกายแบบเข้มข้นแต่ไม่ต้องเหนื่อย

3. การรักษาด้วยมือร่วมกับการออกกำลังกายปรับโครงสร้าง (Manual Therapy and Therapeutic Exercise)

การกระตุ้นกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีการ “ปรับโครงสร้าง” และ “ตั้งศูนย์” ร่างกายใหม่ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและนักกายภาพบำบัด

Manual Therapy (การรักษาด้วยมือ) 

ประกอบด้วย

  • การจัดกระดูก (Joint Mobilization) เพื่อให้ข้อต่อกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
  • การคลายพังผืด (Myofascial Release) เพื่อลดความตึงของเนื้อเยื่อพังผืดที่รัดรึงโครงสร้างร่างกาย
  • การจัดท่าทาง (Postural Correction) เพื่อฝึกให้ร่างกายรู้จักท่าทางที่ถูกต้อง

Therapeutic Exercise (การออกกำลังกายเพื่อการรักษา) 

ได้แก่

  • แบบฝึกเสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core Strengthening) เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรง
  • แบบฝึกปรับสมดุล (Balance Training) เพื่อฝึกให้ร่างกายรู้จักควบคุมตำแหน่งของตัวเองในอวกาศ
  • แบบฝึกยืดเหยียดเฉพาะจุด (Specific Stretching) เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ตึงตัวมากเกินไปและยืดกล้ามเนื้อที่สั้นเกินไป

แบบฝึกทั้งหมดนี้ถูกออกแบบเฉพาะบุคคลตามปัญหาที่พบจาก Full Body Analysis ไม่ใช่แบบฝึกทั่วไปที่ใช้กับทุกคน

4. การรักษาด้วยคลื่นความถี่สูง (Ultrasound Therapy)

สำหรับกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืดที่หดตึงและแข็งตัวมานาน การใช้คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound Therapy) จะช่วยคลายความตึงระดับเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คลื่นเสียงความถี่สูงจะ

  • เพิ่มอุณหภูมิของเนื้อเยื่อในระดับลึก ทำให้เนื้อเยื่อยืดหยุ่นขึ้น
  • เพิ่มการไหลเวียนเลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ
  • ลดการอักเสบจากการบาดเจ็บเรื้อรัง
  • กระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อให้เกิดขึ้นเร็วขึ้น

กระบวนการนี้จะทำร่วมกับ Manual Therapy เพื่อให้เนื้อเยื่อที่คลายแล้วสามารถถูกปรับรูปแบบใหม่ (Remodeling) ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจน

ภาพก่อนและหลังที่บอกเล่าได้ทุกอย่าง

หลังจากได้รับการรักษาตามแผนที่วางไว้อย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาไม่กี่เดือน ได้รับผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย

ภาพ Full Body Analysis หลังการรักษาแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน:

ด้านโครงสร้างร่างกาย:

  • ท่าทางตั้งตรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (Improved Posture) กระดูกสันหลังกลับมาอยู่ในแนวที่ถูกต้องมากขึ้น
  • คอยื่นไปข้างหน้าลดลงอย่างมาก ศีรษะกลับมาอยู่ในแนวเดียวกับลำตัว
  • หัวไหล่เท่ากันไม่สูงต่ำต่างกันอีกต่อไป
  • การกระจายน้ำหนักสมดุลขึ้นไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งอีก

ด้านอาการ:

  • อาการปวดคอเรื้อรังลดลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จากระดับ 8-9/10 เหลือเพียง 1-2/10
  • ไม่ต้องกินยาแก้ปวดอีกต่อไปเพราะอาการปวดหายไปเกือบหมด
  • เคลื่อนไหวคอได้อิสระมากขึ้นหันซ้ายขวา เงยหน้า ก้มหน้าได้โดยไม่มีอาการปวดหรือตึง
  • รู้สึกว่าร่างกายเบาขึ้นไม่เมื่อยล้าเหมือนเดิม

ทันทีที่โครงสร้างกลับมาสมดุล อาการปวดก็หายไป

นี่คือสิ่งที่น่าทึ่งที่สุด: ทันทีที่โครงสร้างร่างกายกลับมาสมดุล (Re-aligned) อาการปวดคอเรื้อรังที่ทรมานมาหลายปีก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

เหตุผลคือเมื่อโครงสร้างถูกต้อง:

  • กล้ามเนื้อคอไม่ต้องทำงานหนักเกินไปอีกต่อไปเพราะน้ำหนักของศีรษะถูกกระจายอย่างเหมาะสม
  • เส้นประสาทไม่ถูกกดทับจากโครงสร้างที่บิดเบี้ยว
  • การไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองดีขึ้นเพราะไม่มีกล้ามเนื้อหรือพังผืดที่ตึงตัวมากดทับหลอดเลือด
  • ร่างกายสามารถรักษาสมดุลได้เองโดยไม่ต้องพึ่งการชดเชยจากกล้ามเนื้อส่วนอื่น

นี่คือความแตกต่างระหว่างการรักษาต้นเหตุ (Treating the Cause) กับการรักษาปลายเหตุ (Treating the Symptom)

เมื่อคุณแก้ไขต้นเหตุที่แท้จริง อาการปลายเหตุก็จะหายไปเอง ไม่กลับมาซ้ำ

การเปรียบเทียบ ก่อนและหลังการรักษา

Before (ก่อนการรักษา)

อาการ:

  • ปวดคอเรื้อรังระดับ 8-9/10 ทุกวัน
  • ต้องกินยาแก้ปวดเป็นประจำ
  • เคลื่อนไหวคอลำบาก มีอาการตึงและปวดเมื่อหันซ้ายขวา
  • รู้สึกเหนื่อยล้าง่าย ไม่สดชื่น

การรักษา:

  • รักษามาหลายรูปแบบแต่ไม่หายเพราะรักษาปลายเหตุ (รักษาแต่คอ)
  • นวด กายภาพบำบัด ฉีดสเตียรอยด์ – ดีขึ้นชั่วคราวแล้วกลับมาซ้ำ
  • ไม่มีใครหาสาเหตุที่แท้จริงได้

โครงสร้างร่างกาย:

  • คอยื่นไปข้างหน้ามาก (Forward Head Posture)
  • หัวไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน
  • กระดูกสันหลังโค้งเบี้ยว
  • กล้ามเนื้อหลังและสะโพกไม่สมดุล
  • โครงสร้างร่างกายบิดเบี้ยว (Structural Misalignment)

After (หลังการรักษา):

อาการ:

  • อาการปวดคอลดลงเหลือ 1-2/10
  • ไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวดอีกต่อไป
  • เคลื่อนไหวคอได้อิสระ ไม่มีอาการตึงหรือปวด
  • รู้สึกสดชื่น มีพลังงาน ร่างกายเบา

การรักษา:

  • รักษาถูกจุดที่ต้นเหตุ (โครงสร้างร่างกายที่บิดเบี้ยว)
  • Full Body Analysis + PMS + Manual Therapy + Therapeutic Exercise + Ultrasound Therapy
  • แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ไม่กลับมาซ้ำ

โครงสร้างร่างกาย:

  • คอกลับมาอยู่ในแนวเดียวกับลำตัว
  • หัวไหล่เท่ากัน สมดุล
  • กระดูกสันหลังตรงขึ้น
  • กล้ามเนื้อหลังและสะโพกสมดุล ทำงานประสานกัน
  • โครงสร้างร่างกายกลับมาสมดุล (Realigned)

ข้อสังเกต:

  • เมื่อต้นเหตุถูกแก้ไข (โครงสร้างร่างกายกลับมาสมดุล) อาการปลายเหตุ (ปวดคอ) ก็ หายไปเอง
  • ไม่ต้องรักษาที่คอโดยตรง แต่อาการปวดคอกลับหายไป เพราะกล้ามเนื้อคอไม่ต้องทำงานหนักเกินไปอีกต่อไป

ทำไม Full Body Analysis ถึงสำคัญ?

มองทั้งระบบ ไม่ใช่แค่อาการ

หลายคนที่มีอาการปวดเรื้อรังมักถูกรักษาแบบ “ปวดตรงไหนรักษาตรงนั้น” แต่ความจริงแล้วร่างกายของเราเป็นระบบที่เชื่อมโยงกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งอาจเป็นเพียงผลลัพธ์ของปัญหาที่อยู่ในอีกส่วนหนึ่ง

ตัวอย่างเช่น:

  • ปวดคออาจเกิดจากโครงสร้างหลังส่วนล่างที่ไม่สมดุล ทำให้ส่วนบนต้องชดเชย
  • ปวดหลังอาจเกิดจากเท้าแบนหรือการกระจายน้ำหนักที่ไม่สมดุล
  • ปวดไหล่อาจเกิดจากคอที่ยื่นไปข้างหน้ามากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อหัวไหล่ต้องทำงานหนักเกินไป

นี่คือเหตุผลที่ทำไมการทำ Full Body Analysis จึงสำคัญ เพราะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมและหาต้นตอที่แท้จริงของปัญหาได้

ตัวอย่างกรณีศึกษาอื่นๆ

กรณีที่ 1: นักวิ่งที่ปวดเข่า

  • อาการ: ปวดเข่าข้างเดียวเรื้อรัง
  • การรักษาเดิม: ทำกายภาพบำบัดที่เข่า พักวิ่งไปสักพัก แล้วกลับมาปวดอีก
  • Full Body Analysis พบ: เท้าแบนข้างเดียว ทำให้น้ำหนักไปลงที่เข่าข้างนั้นมากเกินไป
  • การรักษาที่ถูกต้อง: ทำแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล + เสริมสร้างกล้ามเนื้อสะโพก + ปรับท่าทางวิ่ง
  • ผลลัพธ์: อาการปวดเข่าหายไป สามารถวิ่งได้อีกครั้งโดยไม่มีอาการปวดซ้ำ

กรณีที่ 2: พนักงานออฟฟิศที่ปวดหลังส่วนล่าง

  • อาการ: ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง โดยเฉพาะตอนนั่งนาน
  • การรักษาเดิม: นวด ยืดเหยียด แต่อาการก็กลับมา
  • Full Body Analysis พบ: หัวไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน ทำให้กระดูกสันหลังเอียง บิดตัว และหลังส่วนล่างต้องชดเชย
  • การรักษาที่ถูกต้อง: ปรับโครงสร้างหัวไหล่ + เสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง + จัดสภาพแวดล้อมการทำงาน
  • ผลลัพธ์: อาการปวดหลังหายไป นั่งทำงานได้นานขึ้นโดยไม่เมื่อย

กรณีที่ 3: ผู้สูงอายุที่เดินเซ และล้มบ่อย

  • อาการ: เดินเซ สมดุลไม่ดี มีประวัติล้มบ่อย
  • การรักษาเดิม: ฝึกเดิน ให้ไม้เท้า แต่ก็ยังล้มอยู่ดี
  • Full Body Analysis พบ: กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างอ่อนแอมาก ทำให้ตัวตั้งไม่ตรง + กล้ามเนื้อสะโพกไม่สมดุล
  • การรักษาที่ถูกต้อง: PMS เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดลึก + Therapeutic Exercise เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงและการทรงตัว
  • ผลลัพธ์: เดินมั่นคงขึ้น ไม่เซ ไม่ล้มอีก

ใครควรทำ Full Body Analysis?

กลุ่มที่แนะนำให้ทำการตรวจ

Full Body Analysis เหมาะสำหรับหลายกลุ่มคน โดยเฉพาะ:

1. ผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรังที่รักษามาแล้วไม่หาย

  • ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง สะโพก เข่า ที่รักษามาหลายที่หลายวิธีแต่ไม่ค่อยดีขึ้น
  • อาการดีขึ้นชั่วคราวแล้วกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
  • รู้สึกว่าการรักษา”ไม่โดนจุด”หรือไม่ถูกต้อง

2. พนักงานออฟฟิศและผู้ที่ทำงานประจำโต๊ะ

  • นั่งทำงานนานๆ ทุกวัน
  • มีอาการ Office Syndrome เช่น ปวดคอ บ่า หลัง
  • สังเกตว่าท่าทางนั่งไม่ดี แต่ไม่รู้ว่าจะปรับอย่างไร

3. นักกีฬาและผู้ที่ออกกำลังกายจริงจัง

  • ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันการบาดเจ็บ
  • มีอาการบาดเจ็บซ้ำๆ ในตำแหน่งเดิม
  • รู้สึกว่าร่างกายไม่สมดุล ทำงานไม่ลงตัว

4. ผู้สูงอายุ

  • เริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม
  • เดินไม่มั่นคง เซ หรือมีประวัติล้ม
  • ต้องการป้องกันปัญหาสุขภาพในอนาคต

5. ผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

  • แม้ว่าจะยังไม่มีอาการปวด แต่ต้องการตรวจเช็กโครงสร้างร่างกายว่าสมดุลหรือไม่
  • ต้องการรับคำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับการดูแลสุขภาพระยะยาว

สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจต้องการ Full Body Analysis

หากคุณมีอาการต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณว่าโครงสร้างร่างกายของคุณไม่สมดุล:

  • รู้สึกว่าร่างกายไม่ตั้งตรงเวลายืน นั่ง หรือเดิน
  • เสื้อผ้าไม่พอดีตัวหรือไหล่ของเสื้อสูงต่ำไม่เท่ากัน
  • รองเท้าทรุดไม่เท่ากันข้างหนึ่งทรุดเร็วกว่าอีกข้าง
  • มีอาการปวด ชา หรือเมื่อยล้าบ่อยๆ แม้จะไม่ได้ทำอะไรหนัก
  • ท่าทางการนั่ง ยืน หรือเดินรู้สึกไม่สบาย หรือต้องปรับท่าบ่อยๆ
  • มีอาการปวดหัวบ่อย โดยเฉพาะตอนท้ายวัน
  • นอนไม่หลับหรือตื่นมาแล้วปวดเมื่อย

เริ่มต้นเส้นทางสู่การฟื้นฟูตั้งแต่วันนี้

หากคุณพร้อมที่จะเริ่มต้นเส้นทางสู่ร่างกายที่แข็งแรง ไม่ปวด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เรายินดีช่วยเหลือคุณ

เรื่องราวของผู้บริหารท่านนี้สอนเราบทเรียนสำคัญคือ อาการปวดที่คุณรู้สึกอาจไม่ใช่ต้นตอของปัญหา การรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมองหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่แค่บรรเทาอาการชั่วคราว

Full Body Analysis เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการเปิดเผยต้นตอที่ซ่อนอยู่ของอาการปวดเรื้อรัง เมื่อโครงสร้างร่างกายกลับมาสมดุล อาการปวดก็จะหายไปอย่างยั่งยืน คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น และคุณจะกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง

อย่ารอให้อาการปวดครอบงำชีวิตคุณอีกต่อไป เริ่มต้นเส้นทางสู่การฟื้นฟูที่แท้จริงตั้งแต่วันนี้ ด้วยการตรวจ Full Body Analysis และแผนการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะสำหรับคุณ


PYONG Rehabilitation Clinic

การจัดการอาการปวดและความผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูก โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

โทร: (+66) 97-468-7990
LINE Official: @pyongrehab
Email: support@pyongrehab.com

ที่ตั้ง:
999 ห้อง BF-11 ชั้น L อาคารเกษร วิลเลจ
ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
(ใกล้ BTS ชิดลม)
บริการจอดรถฟรี (Valet)

เวลาทำการ:

  • จันทร์-ศุกร์: 16:30-20:00 น.
  • เสาร์-อาทิตย์: 10:00-20:00 น.

PYONG Rehabilitation Penthouse Clinic

การดูแลผู้สูงอายุและการฟื้นฟูระบบประสาท โดยทีมแพทย์เฉพาะทางและสหวิชาชีพ

โทร: (+66) 88-589-0935
LINE Official: @pyongrehab
Email: support@pyongrehab.com

ที่ตั้ง:
127 ห้อง K ชั้น 11 อาคารเกษร ทาวเวอร์
ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330

เวลาทำการ:

  • จันทร์-ศุกร์: 10:00-20:00 น.
  • เสาร์-อาทิตย์: 10:00-20:00 น.

ทีมแพทย์จาก PYONG REHABILITATION

นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์

อาจารย์นายแพทย์กันตพงศ์ ทองรงค์ (แพทย์เปียง หรือหมอเปียง) เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Rehabilitation Medicine) ผู้มีความสนใจในการดูแลรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหว อาการปวด การบาดเจ็บจากกีฬา และความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์  คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูประจำ ณ โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร

ความรู้สุขภาพ
Lannalynn Thipkwan

ท่าแนะนำสำหรับนั่งในรถ

การใช้เวลาบนรถนานๆ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพไม่ต่างจากการนั่งทำงาน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและอาการปวดเมื่อยได้ด้วยการ “ปรับ 5 จุดสำคัญ” ทั้งระยะห่างเบาะ ความเอียงพนักพิง (100-110 องศา) ความสูงหมอนรองศีรษะ ระดับเบาะนั่ง และองศาพวงมาลัยให้สัมพันธ์กันเพื่อลดการเกร็งกล้ามเนื้อ ที่สำคัญต้องควบคู่ไปกับการปรับกระจกมองข้างให้ทัศนวิสัยชัดเจน และควรจอดพักเพื่อยืดเส้นยืดสายเป็นระยะเพื่อถนอมร่างกายให้พร้อมลุยทุกเส้นทาง

อ่านต่อ »

Discover more from PYONG Rehabilitation Clinic & Penthouse

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading

WhatsApp

Messenger

Line

Call

Email

Map

รับคำปรึกษา หรือ นัดพบแพทย์

ยินดีดูแลให้คำปรึกษาทุกวัน เวลา 10.00 – 20.00 น.

 L Floor, Gaysorn Village

รักษาอาการปวดด้วยเทคนิค
เฉพาะทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู

จันทร์ – ศุกร์ 16.30 – 20.00 น.

เสาร์ – อาทิตย์ 10.00 – 20.00 น.

11th Floor, Gaysorn Tower

ฟื้นฟูผู้ป่วยและผู้สูงอายุโรคระบบประสาทและสมอง

ทุกวัน 10.00 – 20.00 น.

Pain Management
Advanced Injection
Screening

Muscles and Sport

Brain Stimulation

Robotics and Motion