แพทย์ตูน | นพ. สมเจตน์ โตสำราญ
แพทย์เฉพาะทางอายุรกรรมระบบประสาท
_________________________________________________
กำลังใจที่จับต้องได้ ในการฟื้นฟูระบบประสาท
นายแพทย์สมเจตน์ โตสำราญ หรือ แพทย์ตูน แพทย์อายุรกรรมระบบประสาท ได้เผยถึงความท้าทายและความหวังในการดูแลผู้ป่วยที่ประสบภาวะทางระบบประสาท ซึ่งชีวิตได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงพลังของการฟื้นฟูที่จะเปลี่ยนคนไข้จากผู้ป่วยที่นอนติดเตียงให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง
ความรุนแรงของโรคทางระบบประสาท โดยเฉพาะภาวะที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิต ทำงาน หรือทำสิ่งต่าง ๆ ได้ตามปกติ สามารถส่งผลให้ชีวิต “เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ” ภายในเวลาเพียง 1 วินาที อย่างไรก็ตาม สำหรับแพทย์ตูน ในฐานะแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ การได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ คือแรงผลักดันและคุณค่าที่สำคัญที่สุด
แพทย์ตูนเล่าถึงประสบการณ์ที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างมาก นั่นคือการได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยในระยะยาว เช่นผู้ป่วยบางรายที่เข้าโรงพยาบาลด้วยรถนอน และเมื่อกลับบ้านก็ยังคงต้องใช้รถเข็นหรือวอล์กเกอร์ แต่ในที่สุดก็สามารถ “เดินกลับมาหาผมได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ใด ๆ ช่วย” นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่า แม้ว่าตัวเนื้อสมองที่ตายไปแล้วจะไม่สามารถฟื้นคืนได้ แต่ “เพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ” หรือเนื้อสมองส่วนที่เหลือ สามารถเรียนรู้และทำหน้าที่ทดแทนได้ หากได้รับการสั่งสอนและกระตุ้นอย่างเหมาะสมผ่านการทำกายภาพบำบัด
แพทย์ตูนกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้การฟื้นฟูประสบความสำเร็จคือ “ตัวคนไข้เอง นั่นก็คือการกายภาพ” แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนไข้ส่วนหนึ่งท้อแท้คือการที่ “ไม่เห็นความก้าวหน้า” ทั้งที่จริง ๆ แล้วอาการกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ
ในฐานะแพทย์อายุรกรรมระบบประสาท แพทย์ตูนจึงเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญในการ ประเมินและสื่อสารความก้าวหน้า ให้ผู้ป่วยเห็นอย่างชัดเจน เช่น การที่แพทย์ได้บอกอย่างเจาะจงว่า “คุณดีขึ้นนะ เริ่มมีกำลังที่มากขึ้นนะ” จะเป็นตัวผลักดันให้คนไข้มีพลังและกำลังใจในการทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง และท้ายที่สุดแล้ว การทำกายภาพในแต่ละวันก็จะรวมกันนำไปสู่การฟื้นตัวที่ดีขึ้นในที่สุด
แพทย์ตูนยังได้ยกตัวอย่างของ นวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น ถุงมือช่วยในการขยับ ที่เป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ของสมอง นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างทั้งกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ไปพร้อมกับการส่งเสริมให้สมองได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวที่ถูกต้องอีกครั้ง แพทย์ตูนเชื่อว่า แม้จะเป็นเพียงการช่วยให้คนไข้เล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละวัน จะนำไปสู่การฟื้นตัวที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว
“คนไข้ทุกคนสามารถที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้หลังจากเกิดเหตุการณ์เรื่องร้ายต่าง ๆ มา”
– แพทย์ตูน
แพทย์ตูนได้ฝากข้อคิดไว้ว่า สิ่งที่คนไทยยังขาดคือ ความตระหนักในการดูแลตัวเองก่อนเกิดโรค แต่ถ้าหากเกิดโรคไปแล้ว ก็ไม่ควรท้อแท้หรือคิดว่าเป็นเรื่องโชคร้าย เพราะความร่วมมือในการดูแลระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และผู้ดูแล จะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ไม่เพียงแต่สำหรับตัวคนไข้เอง แต่ยังรวมถึงผู้ดูแลด้วยเช่นกัน


